Jumeirah Burj Al Arab, Dubai - Deluxe Marina Room
Review Jumeirah Burj Al Arab โรงแรม 7 ดาวระดับตำนาน หนึ่งในโรงแรมที่ Iconic ที่สุดในโลก และสัญลักษณ์ของ Dubai Luxury ที่นักเดินทางใฝ่ฝัน
UAE
6/8/20261 min read


หนึ่งในโรงแรมที่ Iconic ที่สุดในโลก และน่าจะเป็นโรงแรมที่นิยามคำว่า Dubai Luxury ได้ชัดที่สุด
หลายคนเรียกที่นี่ว่า “โรงแรม 7 ดาว” แต่จริงๆแล้วตัวโรงแรมได้รับการจัดระดับอย่างเป็นทางการเป็นเพียงโรงแรม 5 ดาวเท่านั้น คำว่า 7 ดาวเกิดจากนักข่าวที่เคยมาเยือนช่วงก่อนเปิด และรู้สึกว่าความหรูหราของที่นี่มันเหนือมาตรฐานโรงแรมทั่วไปไปไกลมาก จนกลายเป็นฉายาที่ติดตัวโรงแรมมาจนถึงทุกวันนี้
ภาพของตึกทรงเรือใบบนเกาะส่วนตัวกลางทะเล Jumeirah Beach กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ Dubai ไปแล้วพอๆกับ Burj Khalifa และ Palm Jumeirah ต่อให้ไม่เคยมาพัก ทุกคนก็น่าจะเคยเห็นผ่านโปสการ์ด ของฝาก หรือภาพ Skyline ของเมืองนี้แน่นอน
และแม้วันนี้ Dubai จะมีโรงแรม Ultra Luxury เปิดใหม่มากมาย แต่ Burj Al Arab ก็ยังเป็นโรงแรมที่มีบรรยากาศบางอย่างที่แทนกันไม่ได้จริงๆ
✨ ความพิเศษของ Burj Al Arab
Burj Al Arab เป็นโรงแรมที่ตรงข้ามกับคำว่า Quiet Luxury แบบสุดๆ ทุกอย่างที่นี่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของ Dubai ตั้งแต่ตัวอาคารทรงเรือใบสูงกว่า 300 เมตรที่ตั้งอยู่บนเกาะส่วนตัวกลางทะเล ไปจนถึง Atrium ขนาดมหึมา สีทอง Chandeliers หินอ่อน และบันไดวนขนาดใหญ่ที่เห็นตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา
มันคือโรงแรมที่เกิดขึ้นในยุคที่ Dubai ต้องการประกาศให้โลกเห็นว่า เมืองนี้สามารถสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่และเหนือจริงได้ขนาดไหน
และถึงวันนี้ผ่านมาแล้วกว่า 27 ปี Burj Al Arab ก็ยังคงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความทะเยอทะยานแบบ Dubai อยู่ดี
ตั้งแต่ทางเข้าโรงแรมก็เริ่มรู้สึกถึงความพิเศษแล้ว เพราะกว่าจะเข้าถึงตัวโรงแรมได้ ต้องผ่านจุดตรวจรักษาความปลอดภัยก่อนเท่านั้น คนทั่วไปไม่สามารถขับรถเข้ามาเฉยๆได้ ต้องมีการจองห้องพัก หรือจองร้านอาหารภายในโรงแรมเท่านั้นถึงจะได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้ามา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โรงแรมแห่งนี้ต้อนรับทั้งราชวงศ์ ผู้นำประเทศ นักกีฬา และ Celebrity ระดับโลกมาแล้วแทบทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็น David Beckham, Roger Federer, Lewis Hamilton หรือ Kendall Jenner
อีกหนึ่งสิ่งที่โด่งดังมากของโรงแรมคือ Helipad ด้านบนอาคาร ซึ่งอาจเป็น Helipad ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกไปแล้ว
ที่นี่เคยถูกใช้จัดกิจกรรมระดับไวรัลมาหลายครั้ง ทั้งแมตช์เทนนิสระหว่าง Roger Federer กับ Andre Agassi, การนำรถ Formula 1 ขึ้นไปโชว์บนยอดตึก, Tiger Woods ที่เคยตีลูกกอล์ฟจากด้านบน, David Guetta ที่ขึ้นมาเล่น DJ ในคืนปีใหม่ รวมถึงโชว์ Stunt ต่างๆของ Red Bull
ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ Burj Al Arab ไม่ใช่แค่โรงแรม แต่เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของ Pop Culture ไปแล้ว
🛏 ห้องที่เราเข้าพัก
Deluxe Marina Room Duplex ห้อง Duplex 2 ชั้น ขนาดประมาณ 170 ตารางเมตร ซึ่งเป็นห้องเริ่มต้นของที่นี่ ใหญ่มากแบบจัดปาร์ตี้ได้เลย ด้านล่างเป็นห้องนั่งเล่นพร้อมโต๊ะทานอาหาร ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอน เชื่อมกันด้วยบันไดวนขนาดใหญ่
จุดเด่นของห้องนี้คือกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน ที่มองเห็นวิว Marina และทะเลได้เต็มตา โดยเฉพาะช่วง Sunset คือสวยมาก อีกหนึ่งรายละเอียดที่หลายคนน่าจะจำได้คือกระจกบานยักษ์บนเพดานเหนือเตียงนอน ซึ่งเป็นดีไซน์สุด Iconic ของโรงแรมนี้นั่นเอง
Amenities ทั้งหมดใช้ Hermès และไม่ใช่แค่ไซส์เล็กทั่วไป เพราะมีน้ำหอม Hermès แบบ His & Her ให้คนละขวด สามารถนำกลับบ้านได้เลย
อีกอย่างที่ประทับใจมากคือบริการ Butler ส่วนตัวของที่นี่ อยากได้อะไรแทบหาให้ได้หมด ตั้งแต่แกะกระเป๋า จัดกระเป๋าใหม่ ไปจนถึง Request ต่างๆ
รอบนี้ผมป่วยเจ็บคอหนักมาก เลยโทรถาม Butler ว่าร้านขายยาที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน สรุปทางโรงแรมส่งหมอมาตรวจอาการให้ถึงห้องทันที และไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มแม้แต่บาทเดียว
เป็นความใส่ใจเล็กๆที่ทำให้รู้สึกว่า “นี่แหละโรงแรม 7 ดาว ที่ชื่อ Burj Al Arab”
💰 ราคา
ช่วงที่เข้าพักตรงกับ Valentine’s Day พอดี ราคาประมาณ 70,000 บาทต่อคืน
แน่นอนว่าด้วยราคาคืนละระดับนี้ Burj Al Arab ไม่ใช่โรงแรมที่วัดกันด้วยความคุ้มค่า แต่เป็นโรงแรมที่ขายทั้งประสบการณ์ ความพิเศษ และชื่อเสียงที่หลายคนอยากมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต
🚗 การเดินทาง
อีกหนึ่งประสบการณ์ที่ประทับใจมากคือบริการ Rolls-Royce Airport Transfer ของโรงแรม ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Signature Experience ของ Burj Al Arab
รอบนี้เราใช้บริการจากโรงแรมไปยังสนามบิน Dubai International Airport ใช้เวลาประมาณ 25 นาที โดยมีค่าบริการราว 15,000 บาทต่อเที่ยว
รถที่ใช้คือ Rolls-Royce Phantom จาก Phantom Fleet ของโรงแรม ซึ่งเป็นรถที่สั่งทำพิเศษสำหรับ Burj Al Arab โดยเฉพาะ พร้อมตกแต่งด้วยโลโก้และรายละเอียดเฉพาะของโรงแรม ทำให้ความรู้สึกแตกต่างจากการเรียก Rolls-Royce ทั่วไปอย่างชัดเจน
แม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ แต่บรรยากาศตั้งแต่มีคนมาเปิดประตู รับกระเป๋า ไปจนถึงการนั่งอยู่บนเบาะหลังของ Phantom พร้อมมองเส้นขอบฟ้าของดูไบค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป ก็เป็นประสบการณ์ที่ช่วยเติมเต็มความเป็น “Burj Al Arab” ได้อย่างสมบูรณ์
ร้านอาหารภายในโรงแรม
🍽 Ristorante L’Olivo at Al Mahara
หนึ่งในห้องอาหารที่เป็น Signature ของ Burj Al Arab และเป็นสาขาใน Dubai ของ L’Olivo ร้านอาหาร 2 Michelin Stars จากเกาะ Capri โดยเชฟ Andrea Migliaccio
ถึงจะเป็นช่วงเทศกาลแต่โชคดีได้โต๊ะติด Aquarium พอดี ซึ่งถือว่าเป็นมุมที่ดีที่สุดของร้านเลยก็ว่าได้ ยิ่งไปช่วง Valentine’s ทางร้านมี Special Menu ราคาประมาณ 10,000 บาทต่อคน
บรรยากาศโรแมนติกมาก แสงในร้านกำลังดี ปลาว่ายอยู่รอบตัวตลอดมื้อ ให้ฟีลเหมือนนั่ง Fine Dining อยู่กลางโลกใต้น้ำ
จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นหนึ่งใน Dinner Experience ที่ประทับใจที่สุดใน Dubai สำหรับผม ทั้งในแง่ของบรรยากาศ การบริการ และความพิเศษที่หาไม่ได้จากร้านอาหารทั่วไป
ลองเกลาให้เข้ากับโทนรีวิว Burj Al Arab มากขึ้น และเพิ่มรายละเอียดของแต่ละร้านครับ
🏖 SAL
Beach Club และร้านอาหารริมทะเลที่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของ Burj Al Arab เลยก็ว่าได้
บรรยากาศให้ความรู้สึกเหมือน Beach Club ดีๆ แถว Mediterranean หรือหมู่เกาะใน Greece ทั้งวิวทะเลสีฟ้า เตียงอาบแดดริมสระ เพลงที่เปิดคลอเบาๆ และลมทะเลที่พัดตลอดทั้งวัน
ยิ่งไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่อากาศ Dubai กำลังเย็นสบาย อุณหภูมิประมาณ 20 องศากว่าๆ ยิ่งทำให้บรรยากาศดีเป็นพิเศษ
มื้อกลางวันรอบนี้ 4 คนหมดไปประมาณ 15,000 บาท ซึ่งสำหรับโรงแรมระดับนี้ถือว่าไม่ได้แรงอย่างที่คิด และเป็นอีกหนึ่งมื้อที่ประทับใจทั้งอาหาร บรรยากาศ และวิวทะเลแบบเต็มตา
🍽 Al Muntaha
อีกหนึ่งห้องอาหารระดับ Michelin Star ของโรงแรม ตั้งอยู่บนชั้น 27 ของ Burj Al Arab พร้อมวิว Dubai Coastline และอ่าวอาหรับแบบพาโนรามา
Al Muntaha ถือเป็นหนึ่งในร้าน Fine Dining ที่อยู่คู่กับ Burj Al Arab มายาวนาน และเป็นร้านที่สะท้อนภาพลักษณ์ความหรูหราของโรงแรมได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง
ตัวร้านโดดเด่นทั้งเรื่องวิว การบริการ และอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่ผสมเทคนิคสมัยใหม่เข้าไปได้อย่างลงตัว เป็นร้านที่หลายคนเลือกมาสำหรับมื้อพิเศษ หรือฉลองโอกาสสำคัญเมื่อมาเยือน Dubai
🥂 Gilt Sky Bar
Sky Bar สีทองสุดอลังการที่น่าจะสะท้อน DNA ของ Burj Al Arab ได้ชัดที่สุดในโรงแรม
ตั้งแต่การตกแต่งที่เล่นกับสีทองอย่างเต็มที่ วิวเส้นขอบฟ้าของ Dubai ยามค่ำคืน ไปจนถึงบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกหรูหราแบบ Dubai ยุคคลาสสิก
ที่นี่เหมาะมากสำหรับการมานั่งดื่มก่อนอาหารเย็นหรือปิดท้ายค่ำคืนด้วย Cocktail สักแก้ว โดยราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาทต่อแก้ว ซึ่งสำหรับ Dubai ในปัจจุบันก็ถือเป็นระดับราคาที่ไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด
🧘 Facilities
Talise Spa ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Highlight ของโรงแรม โดยเฉพาะ Indoor Pool ที่ตกแต่งด้วยเสาสีทองและ Mosaic ขนาดใหญ่ ซึ่งยังคงสวยและมีเอกลักษณ์มากแม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว
แต่หนึ่งในจุดที่อลังการที่สุดของโรงแรมจริงๆคือ The Terrace พื้นที่ Outdoor Deck ขนาดกว่า 10,000 ตารางเมตร ที่ยื่นออกไปกลางทะเลประมาณ 100 เมตร
ตรงนี้ถือเป็นงานวิศวกรรมระดับสุดของโรงแรม เพราะเหมือนสร้าง Luxury Beach Club ทั้งหมดลอยอยู่กลางอ่าว Arabian Gulf เลย
สระว่ายน้ำด้านนอกแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก
ฝั่งแรกคือสระน้ำเค็มแบบ Infinity Pool สำหรับผู้ใหญ่ ขนาดกว่า 800 ตารางเมตร พร้อมขอบสระยาวประมาณ 80 เมตร ที่ออกแบบให้เชื่อมกับเส้นขอบทะเลแบบไร้รอยต่อ เวลาว่ายช่วงบ่ายแก่ๆจนถึง Sunset บรรยากาศสวยมาก เหมือนลอยอยู่กลางทะเลจริงๆ
อีกฝั่งเป็นสระน้ำจืดสำหรับครอบครัว ตรงกลางมี Swim-up Bar พร้อม Daybed ในสระ รายล้อมด้วยต้นปาล์ม ให้ฟีลเหมือน Resort ใน Miami หรือ Mediterranean Coast มากกว่า Dubai ด้วยซ้ำ
บน The Terrace ยังมี Jacuzzi ส่วนตัว และ Cabana ติดแอร์พร้อม Butler Service อีกหลายหลัง ตอบโจทย์ความ Luxury แบบ Dubai จริงๆ
📝 Things to Know
คนทั่วไปไม่สามารถเดิมเข้าโรงแรมมั่วๆได้ ต้องมี Booking หรือ Restaurant Reservation เท่านั้น
ทุกห้องของโรงแรมเป็น Duplex Suite 2 ชั้น ทั้งหมด
โรงแรมมีสไตล์หรูแบบ Dubai ยุคคลาสสิก ไม่ใช่สาย Minimal หรือ Quiet Luxury
เดือนกุมภาพันธ์ถือว่าเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุดของ Dubai เย็นสบายมาก
ค่าอาหารและเครื่องดื่มภายในโรงแรมค่อนข้างสูง แม้เทียบกับ Luxury Hotel ทั่วไป ยิ่งถ้าไปช่วง Valentine หรือ Festive Season ราคา Restaurant จะสูงขึ้นพอสมควร
💡 Pro Tips
ถ้าไม่ได้พัก แนะนำจอง Afternoon Tea หรือ Dinner เพื่อเข้าไปชมตัวโรงแรม
จองผ่าน AMEX Fine Hotel Collections เพื่อรับสิทธิ์พิเศษต่างๆเพิ่มเติม เช่น 100USD Credit, Room Upgrade, Guaranteed 4pm Late Check-out
แม้วันนี้ Dubai จะเต็มไปด้วยโรงแรมใหม่ที่ทั้งใหญ่กว่า หรูกว่า และทันสมัยกว่า แต่สิ่งที่ Burj Al Arab มีเหนือกว่าหลายแห่ง คือ “ความเป็นตำนาน”
มันไม่ใช่แค่โรงแรมหรูริมทะเล แต่เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ช่วยสร้างภาพจำของ Dubai ให้กลายเป็นเมืองแห่งความทะเยอทะยาน ความเหนือจริง และ Luxury แบบที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน
ต่อให้เวลาจะผ่านไปกี่ปี Burj Al Arab ก็ยังเป็นโรงแรมที่คนทั่วโลกอยากมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งอยู่ดี
และตอนนี้ Burj Al Arab ก็กำลังเข้าสู่บทใหม่ของตัวเอง หลังเปิดบริการมาตั้งแต่ปี 1999 โดยไม่เคยผ่านการ Renovate ใหญ่เลยสักครั้ง
ล่าสุดหลังได้รับความเสียหายจากสะเก็ดมิสไซล์ ทางโรงแรมตัดสินใจปิด Renovate ครั้งใหญ่เป็นเวลา 18 เดือน
รอติดตามชม Chapter ถัดไปของตำนานแห่งนี้กันได้ในปลายปี 2027 เลยครับ
Review: Jumeirah Burj Al Arab Dubai - Deluxe Marina Room
Honest Luxury Travel & Lifestyle Reviews
Gallery

















































































